Self-Improvement

5 มุมมองDISC Model: ถอดรหัสพฤติกรรมคน

Share this article

5 มุมมองเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับ DISC Model: ถอดรหัสพฤติกรรมคน ทำงานร่วมกันอย่างไรให้ปังโดยไม่ติดป้ายตัดสินใคร

1. บทนำ (Introduction): เมื่อความไม่เข้าใจกันในที่ทำงาน ไม่ใช่เรื่องของ “นิสัยไม่ดี” แต่เป็นเรื่องของ “สไตล์ที่ต่างกัน”

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมการคุยงานกับเพื่อนร่วมงานบางคนถึงทำให้เราเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก? ทำไมหัวหน้าบางคนถึงชอบตัดสินใจรวดเร็วและขอแค่บทสรุปสั้นๆ 3 บรรทัด ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมอีกคนกลับต้องการเอกสารข้อมูลเชิงสถิติอย่างละเอียดล้นมือก่อนจะยอมเริ่มลงมือทำ?ความจริงแล้ว ปัญหาความขัดแย้งส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการมี “นิสัยไม่ดี” หรือใครเก่งกว่าใคร แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์เราทุกคนมีแนวโน้มพฤติกรรม สไตล์การสื่อสาร และจังหวะการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงDISC Model  คือกรอบวิเคราะห์พฤติกรรมและการสื่อสารของมนุษย์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในองค์กรยุคใหม่ โดยจัดกลุ่มแนวโน้มพฤติกรรมออกเป็น 4 รูปแบบอ้างอิง ได้แก่:

  • D (Dominance):  มุ่งผลลัพธ์ ลุย เด็ดขาด ชอบความท้าทาย
  • I (Influence):  นักสื่อสาร สร้างพลัง มีเสน่ห์ ชอบการเข้าสังคม
  • S (Steadiness):  ผู้สุขุม มั่นคง รับฟัง ซัพพอร์ตทีม
  • C (Conscientiousness/Compliance):  นักวิเคราะห์ ละเอียด รอบคอบ เป๊ะตามมาตรฐานองค์กรชั้นนำทั่วโลกนิยมนำ DISC มาใช้เป็น “ภาษากลาง” (Common Language) เพื่อช่วยให้พนักงานรู้จักตนเอง เข้าใจธรรมชาติของเพื่อนร่วมทีม และเลือกปรับวิธีสื่อสารให้เข้ากันได้อย่างราบรื่นอย่างไรก็ตาม หากเรามอง DISC เป็นเพียงแบบทดสอบทำสนุกๆ เพื่ออ่านคำทำนายบุคลิกภาพ เราอาจพลาดแก่นแท้และคุณค่าที่แท้จริงของเครื่องมือนี้ไป บทความนี้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาองค์การจะพาคุณไปถอดรหัส  5 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ DISC Model  ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและสไตล์การทำงานร่วมกันในองค์กรของคุณไปตลอดกาล

2. Takeaway #1: DISC ไม่ใช่ “ตราประทับติดตัว” แต่เป็นแนวโน้มพฤติกรรมที่ผสมผสานและเปลี่ยนแปลงได้

หนึ่งในความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งของการใช้ DISC ในองค์กร คือการมองว่ามันคือการจับคนเข้า “กล่อง 4 ใบ” แล้วประทับตราตายตัวว่าใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนแบบนั้นไปตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริง  ไม่มีใครในโลกที่มีพฤติกรรมแบบ D, I, S หรือ C เพียงด้านเดียวเป๊ะๆมนุษย์ทุกคนมีพฤติกรรมทั้ง 4 รูปแบบผสมผสานกันอยู่ในตัวเอง เพียงแต่จะมีบางแนวโน้มที่แสดงออกเด่นชัดกว่าในแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ พฤติกรรมของคนเรายังสามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามบทบาท หน้าที่ สภาพแวดล้อม หรือเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน ซึ่งในแบบประเมินมาตรฐานมักจะสะท้อนผ่าน  พฤติกรรมที่ปรับตัวตามบริบท (Adapted Behavior / Graph I)  และ  พฤติกรรมตามธรรมชาติ (Natural Behavior / Graph II)“ทุกคนมีพฤติกรรมของทั้ง 4 รูปแบบผสมกัน และสามารถปรับเปลี่ยนตามบทบาทหรือสถานการณ์ได้ ผล DISC จึงไม่ใช่ป้ายตายตัวว่าใคร ‘เป็นคนแบบไหน’ ตลอดเวลา”มุมมองวิเคราะห์และการนำไปปรับใช้ในองค์กร (Workplace Use Case):  การเข้าใจว่า DISC เป็นเรื่องของ “แนวโน้มพฤติกรรม” ไม่ใช่สันดานถาวร จะช่วยลดอคติและการตัดสินผู้อื่น (Unconscious Bias) ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังช่วยเปิดประตูสู่การพัฒนาทักษะการปรับตัว (Adaptability Skills) ซึ่งเป็น Soft Skill สำคัญในยุคนี้

  • ตัวอย่างสถานการณ์จริง:  ในการให้ Feedback งาน หัวหน้าที่เป็นสไตล์ D ซึ่งปกติสื่อสารตรงและเร็ว อาจต้องปรับตัว (Adapted Behavior) โดยการช้าลงเมื่อต้องคุยกับลูกน้องสไตล์ S ด้วยการรับฟังความรู้สึกก่อนเปิดประเด็น ในทางกลับกัน พนักงานสไตล์ S ก็สามารถฝึกฝนตนเองให้กล้าแสดงความคิดเห็นตรงๆ เมื่อต้องทำงานร่วมกับทีมสไตล์ D ได้เช่นกัน💡 DISC vs MBTI แตกต่างกันอย่างไร?  บ่อยครั้งที่คนทำงานมักสับสนระหว่างสองเครื่องมือนี้ ข้อแตกต่างสำคัญคือ  DISC เน้นสังเกตพฤติกรรมและการสื่อสารภายนอก  ในบริบทการทำงานร่วมกัน (การรับมือความท้าทาย การมีปฏิสัมพันธ์ จังหวะงาน และกฎระเบียบ) ขณะที่  MBTI เน้นการวิเคราะห์ความชอบและกระบวนการคิดภายใน  (Cognitive Preferences) เช่น วิธีการรับรู้ข้อมูล การตัดสินใจ และแหล่งที่มาของพลังงาน (16 บุคลิกภาพ)

3. Takeaway #2: เกร็ดประวัติศาสตร์สุดพีค—William Moulton Marston ไม่ใช่ผู้สร้างแบบทดสอบ DISC!

หากย้อนดูประวัติความเป็นมาของโมเดลนี้ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า  Dr. William Moulton Marston  นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (และผู้สร้างตัวละคร Wonder Woman) คือผู้คิดค้นแบบทดสอบ DISC ขึ้นมา แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ระบุว่า Marston เป็นเพียงผู้เสนอทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ผ่านหนังสือ  Emotions of Normal People  ในปี ค.ศ. 1928 เท่านั้น  เขาไม่ได้เป็นผู้สร้างแบบทดสอบ DISC แต่อย่างใดโดยคำศัพท์ดั้งเดิม 4 คำที่ Marston ใช้ในทฤษฎีของเขาคือ  Dominance, Inducement, Submission,  และ  Complianceต่อมาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1940-1950  Walter V. Clarke  นักจิตวิทยาอุตสาหกรรม เป็นบุคคลแรกที่นำแนวคิดของ Marston มาต่อยอดสร้างเป็นแบบประเมินพฤติกรรมสำหรับคัดเลือกบุคลากรในชื่อ  Activity Vector Analysis (AVA)  โดยคำศัพท์ 4 ตัวแรกที่ Clarke ใช้ในแบบประเมินยุคแรก ได้แก่:

  • Aggressive  (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น Dominance)
  • Sociable  (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น Influence)
  • Stable  (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น Steadiness)
  • Avoidant  (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น Compliance/Conscientiousness)หลังจากนั้น วงการจิตวิทยาองค์การจึงได้วิเคราะห์และปรับเปลี่ยนคำศัพท์จนกลายเป็นโมเดล D-I-S-C ยุคปัจจุบันที่เราคุ้นเคย นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่างคำทั่วไปอย่าง  “DISC”  ที่ใช้เรียกโมเดลพฤติกรรมทั่วไป กับ  “DiSC”  (ใช้อักษร i ตัวเล็ก) ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าเฉพาะของแบบประเมินที่พัฒนาและเผยแพร่ในเครือ Wileyมุมมองวิเคราะห์และการนำไปปรับใช้:  การรู้ประวัติศาสตร์ทำให้เราเข้าใจว่า DISC ในท้องตลาดมีหลายเวอร์ชัน แต่ละเวอร์ชันมีงานวิจัยและคุณภาพการวัดผลที่ไม่เหมือนกัน ฝ่าย HR และผู้นำองค์กรจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้เครื่องมือที่มีผลวิจัยรองรับ ไม่ควรอ้างอิงผลจากแบบทดสอบสุ่มสี่สุ่มห้าบนอินเทอร์เน็ตมาตัดสินคนในองค์กร

4. Takeaway #3: ข้อห้ามระดับองค์กร—อย่าใช้ DISC เป็นเครื่องมือเดียวในการประเมิน ตัดสิน หรือคัดเลือกคน!

นี่คือข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดสำหรับ HR และผู้บริหารทุกระดับ:  DISC ไม่ได้วัดสติปัญญา (IQ) ความถนัด ค่านิยม สุขภาพจิต ผลงาน (Performance) หรือความสามารถเฉพาะวิชาชีพ และไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์องค์กรไม่ควรใช้ DISC เป็นเกณฑ์ตัดสินหลักแต่เพียงผู้เดียวในการจ้างงาน เลื่อนตำแหน่ง หรือประเมินศักยภาพบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสถาบันระดับโลกอย่าง CIPD (Chartered Institute of Personnel and Development) เรื่อง  Selection Methods  ที่ระบุชัดเจนว่า ผลแบบทดสอบบุคลิกภาพไม่ควรนำมาใช้เป็นฐานในการตัดสินใจหลักเพียงอย่างเดียวในการรับคนเข้าทำงาน”DISC ไม่ได้วัดสติปัญญา ความถนัด ค่านิยม สุขภาพจิต หรือความสามารถเฉพาะวิชาชีพ และไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย… ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือเดียวในการรับคน เลื่อนตำแหน่ง หรือตัดสินความสามารถของพนักงาน”ตัวอย่างการนำ DISC ไปใช้แบบผิดๆ จนเกิดอคติในองค์กร:

  • การติดป้ายตัดสินคน (Labeling):  พูดประจานเพื่อนร่วมงานว่า  “คุณมีค่า D สูง คุณเลยฟังคนอื่นไม่เป็น”  หรือ  “เขาเป็น S คงไม่กล้าคิดนอกกรอบ”
  • การปิดกั้นโอกาสเติบโต (Limiting Opportunities):  กำหนดเกณฑ์แบบกำปั้นทุบดินว่า  “ตำแหน่งผู้นำต้องรับคนสไตล์ D เท่านั้น”  หรือ  “งานวิเคราะห์ต้องเป็น C เท่านั้น”การกระทำเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนเครื่องมือพัฒนาคนให้กลายเป็น “ตารางจำกัดศักยภาพ” และสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษโดยไม่รู้ตัว

5. Takeaway #4: ถอดรหัสการสื่อสารรายบุคคล—เปลี่ยนวิธี “ดิลงาน” ตามสไตล์ D-I-S-C เพื่อผลลัพธ์สูงสุด

การประยุกต์ใช้ DISC ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการนำมาปรับสไตล์การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ตารางด้านล่างนี้สรุปภาพรวมแนวโน้มพฤติกรรมและการสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม:

ตารางเปรียบเทียบสไตล์การทำงาน DISC 4 รูปแบบ

รูปแบบ,สิ่งที่ให้ความสำคัญ,สไตล์การสื่อสารที่ชอบ,พฤติกรรมเมื่ออยู่ใต้ความกดดัน,แนวทางที่หัวหน้า/เพื่อนร่วมทีมควรสนับสนุน

D (Dominance),ผลลัพธ์ ความเร็ว ความท้าทาย,ตรง กระชับ มีทางเลือก,อาจเร่งรัด ตัดสินใจเร็ว หรือควบคุมมากขึ้น,กำหนดเป้าหมาย ขอบเขตอำนาจ และกรอบเวลาให้ชัดเจน

I (Influence),การยอมรับ ความสัมพันธ์ ไอเดียใหม่ๆ,เป็นกันเอง เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนไอเดีย,อาจกระจายความสนใจ มองข้ามรายละเอียด,สรุปข้อตกลง กำหนดเวลา และตัวชี้วัดเป็นลายลักษณ์อักษร

S (Steadiness),ความมั่นคง ความร่วมมือ ความไว้ใจ,สงบ สุภาพ จริงใจ และให้เวลาปรับตัว,อาจเก็บความกังวล หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง,อธิบายขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงชัดเจน และเช็กภาระงานสม่ำเสมอ

C (Conscientiousness),คุณภาพ เหตุผล มาตรฐาน ตรรกะ,มีข้อมูล เป็นระบบ มีหลักฐานตรวจสอบได้,อาจใช้เวลาวิเคราะห์นานเกินไป หรือวิจารณ์เข้มขึ้น,กำหนดเกณฑ์คุณภาพและเส้นตายของการตัดสินใจร่วมกัน

เจาะลึกคาแรกเตอร์ DISC ผ่านตัวละครยอดฮิต (Marvel Characters) พร้อมเทคนิค Do’s & Don’ts

เพื่อให้อ่านคนออกง่ายขึ้น ลองเปรียบเทียบคาแรกเตอร์กับซูเปอร์ฮีโร่ Marvel พร้อมเทคนิคการคุยงานที่นำไปใช้ได้ทันที:

1. D (Dominance – มุ่งผลลัพธ์): คล้าย  กัปตันอเมริกา (Captain America)
  • ลักษณะ:  มั่นใจเต็มร้อย กล้าตัดสินใจรวดเร็ว เด็ดขาด ชอบความท้าทาย มุ่งเน้นเป้าหมายและผลสำเร็จมากกว่ากระบวนการ
  • วิธีดิลงานที่ควรทำ (Do’s):  พูดตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม ชี้ให้เห็นผลกระทบและข้อสรุป ให้พื้นที่อิสระในการลงมือทำ
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Don’ts):  อย่าพูดจายืดเยื้อ อ้อมค้อม อย่าวิจารณ์ต่อหน้าธารกำนัล หรือถกเถียงโดยไม่มีข้อสรุป
  • ตัวอย่างประโยคสื่อสาร:   “งานชิ้นนี้ถ้าทำแบบ A จะเสร็จเร็วกว่าประมาณ 2 วัน — คุณเห็นด้วยไหมครับ?”

2. I (Influence – ผู้สร้างพลัง): คล้าย  ไอรอนแมน (Iron Man)
  • ลักษณะ:  ช่างพูด มีเสน่ห์ สนุกสนาน ชอบเป็นจุดสนใจ สร้างบรรยากาศดี มีพลังบวก มีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวใจ
  • วิธีดิลงานที่ควรทำ (Do’s):  คุยเป็นกันเอง เปิดโอกาสให้แชร์ไอเดีย ชื่นชมเมื่อทำดี และช่วยตีกรอบโฟกัสด้วยสรุปที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Don’ts):  อย่าปล่อยให้หลุดโฟกัสออกนอกเรื่องไกลเกินไป อย่าละเลยความรู้สึก หรือตั้งกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปโดยไม่มีเหตุผล
  • ตัวอย่างประโยคสื่อสาร:   “ไอเดียนี้เจ๋งมาก! ขอให้ช่วยสรุปเป็น 3 ข้อหลัก แล้วเราจะลงมือทำกัน”

3. S (Steadiness – ผู้สุขุมซัพพอร์ต): คล้าย  แบล็ควิโดว์ (Black Widow)
  • ลักษณะ:  ใจเย็น สุขุม อดทนสูง รักความสงบ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และจังหวะงานที่มั่นคง
  • วิธีดิลงานที่ควรทำ (Do’s):  ใช้น้ำเสียงสุภาพจริงใจ อธิบายเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้เวลาปรับตัว
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Don’ts):  อย่าเร่งรัดหรือกดดันรุนแรง อย่าเปลี่ยนแผนกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือใช้อารมณ์ตัดสิน
  • ตัวอย่างประโยคสื่อสาร:   “เราเริ่มขั้นตอนแรกแบบช้า ๆ ก่อน แล้วค่อยปรับตามความพร้อมของทีมได้ไหม?”

4. C (Conscientiousness/Compliance – นักวิเคราะห์เป๊ะ): คล้าย  ด็อกเตอร์สเตรนจ์ (Doctor Strange)
  • ลักษณะ:  รอบคอบ ละเอียด ทำงานเป็นระบบ มีมาตรฐานสูง วิเคราะห์ความเสี่ยงและข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ
  • วิธีดิลงานที่ควรทำ (Do’s):  เตรียมข้อมูลเชิงสถิติ หลักฐาน เหตุผลประกอบให้พร้อม ระบุมาตรฐานชัดเจน และให้เวลาตรวจเช็ก
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Don’ts):  อย่าเปลี่ยนแผนทันทีโดยไร้เหตุผล อย่าสั่งงานลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลอ้างอิง และอย่าบีบให้ตัดสินใจทันที
  • ตัวอย่างประโยคสื่อสาร:   “ข้อมูลเชิงสถิติและแผนสำรองอยู่ในไฟล์นี้ ขอเวลาคุณตรวจ 2 วัน แล้วคุยผลกัน”

6. Takeaway #5: แบบทดสอบ DISC ฟรีตามอินเทอร์เน็ต—ใช้ได้จริงแค่ไหน และเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย?

เมื่อลองค้นหา “แบบทดสอบ DISC ฟรี” บนโลกออนไลน์ คุณจะพบลิงก์จำนวนมาก แต่คำถามสำคัญสำหรับคนทำงานและ HR คือ  เครื่องมือฟรีเหล่านี้เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?คำตอบในทางจิตวิทยาองค์การคือ  ไม่สามารถตัดสินได้จากคำว่า “ฟรี” เพียงอย่างเดียว  เพราะเครื่องมือแต่ละแห่งใช้วิธีสร้าง คำถาม การคิดคะแนน และการแปลผลที่ไม่เหมือนกัน หากองค์กรต้องการนำ DISC ไปใช้ในกระบวนการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง ควรใช้  เช็กลิสต์ 5 ข้อ  ต่อไปนี้ในการพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือ:

  1. วัตถุประสงค์ (Purpose):  เครื่องมือถูกออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้ สะท้อนตนเองเบื้องต้น หรือเพื่อการวัดผลคัดเลือกที่ต้องการความแม่นยำสูง
  2. หลักฐานคุณภาพ (Psychometric Properties):  ผู้ให้บริการมีการเปิดเผยข้อมูลความเชื่อมั่น (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ที่ผ่านการวิจัยหรือไม่
  3. วิธีแปลผล (Interpretation):  รายงานอธิบายแนวโน้มพฤติกรรมอย่างยืดหยุ่น หรือสรุปติดป้ายจับคนเข้ากล่องตายตัว
  4. ผู้ให้ Feedback (Facilitator):  มีผู้เชี่ยวชาญหรือ Facilitator ช่วยนำผลไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมและบริบทการทำงานจริงหรือไม่
  5. ความเป็นส่วนตัว (Privacy & Data Protection):  มีนโยบายแจ้งชัดเจนหรือไม่ว่าเก็บข้อมูลอย่างไร ใครมีสิทธิเข้าถึงผล และเก็บรักษานานเท่าใดสรุปข้อแนะนำ:  แบบทดสอบฟรีเหมาะสำหรับใช้เป็นแบบฝึกหัดสำรวจตนเองสนุกๆ ในทีม แต่หากองค์กรต้องการนำผลไปใช้วางแผนพัฒนาผู้นำ จัดโครงสร้างทีม หรือบริหาร Talent ควรเลือกระบบที่มีมาตรฐานรองรับและมีงานวิจัยอ้างอิงอย่างถูกต้อง

7. บทสรุปและคำถามชวนคิด (Conclusion & Final Thought)

DISC Model ไม่ใช่ตารางเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจำกัดศักยภาพของมนุษย์ และไม่ใช่ข้ออ้างในการตัดสินความเจริญก้าวหน้าของใคร แต่มันคือ  “สะพานเชื่อมความเข้าใจ”  ที่ช่วยให้คนที่มีความหลากหลายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรพึงระลึกไว้เสมอคือ  ไม่มีบุคลิกแบบไหนดีที่สุด ทุกแบบต่างมีจุดแข็งและคุณค่าในตัวเอง  ทีมที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน (High-Performing Team) จึงต้องอาศัยผสานพลังอย่างลงตัว:

  • D  ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายและผลักดันผลลัพธ์
  • I  ช่วยสร้างพลังบวก เชื่อมความสัมพันธ์ และจุดประกายไอเดีย
  • S  ช่วยสนับสนุน ซัพพอร์ตทีม และสร้างความเสถียรภาพ
  • C  ช่วยคุมคุณภาพ ตรวจสอบมาตรฐาน และบริหารความเสี่ยงก่อนจะปิดหน้านี้ไป ลองหยุดคิดและถามตัวเองสักนิด:“ในวันนี้ คุณรู้จัก ‘สไตล์การทำงาน’ ของตัวเองและเพื่อนร่วมทีมดีพอหรือยัง? และคุณพร้อมหรือยังที่จะปรับ ‘สไตล์การสื่อสาร’ เพื่อเปิดประตูสู่ความสำเร็จร่วมกัน?”

Loading