DIY

ปฏิวัติการปูพื้น: ทำไม SPC ถึงมาแรงและดีกว่าพื้นไม้ทั่วไป

Share this article

วันนี้มาพูดถึงการปูพื้น โดยปกติบ้านทั่วไป พื้นชั้น1 จะเป็นการปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ และพื้นบ้านชั้น2 จะปูพื้นด้วยไม้ลามิเนต ซึ่งปัญหาของพื้นลามิเนต คือ เมื่อถูกน้ำจากการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าน้ำหก, เดินออกจากห้องน้ำเท้าเปียก, ถูบ้านด้วยน้ำ แล้วทำให้น้ำลงไปที่ร่องของรอยต่อของพื้นไม้ลามิเนต สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คือ บริเวณรอยต่อของพื้นไม้ลามิเนตบวมขึ้นมา แล้วถ้าเรานั่งหรือนอนแล้วเกี่ยวถูกก็จะเป็นแผลเป็นอันตรายอยู่ ระยะเวลาการใช้งานโดยทั่วไปของการใช้พื้นไม้ลามิเนต ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ไม่ให้น้ำเข้าไปที่รอยต่อของพื้นไม้ลามิเนตซึ่งการใช้งานทั่วไปมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ปัญหาหลักของการใช้งานไม้ลามิเนต 1. รอยต่อบวม 2. ปลวกกินได้

ปัจจุบันมีพื้นแบบใหม่ที่นิยม เรียกย่อว่า SPC มาจากคำว่า Stone Plastic Composite (วัสดุผสมระหว่างหินและพลาสติก) ซึ่งทำให้เป็นวัสดุที่สามารถกันน้ำ กันปลวก ทำความสะอาดง่าย และติดตั้งได้สะดวก ข้อเด่นของ SPC คือ กันน้ำ กันปลวก แก้ปัญหาของพื้นไม้ลามิเนตได้เป็นอย่างดี เรามาดูตารางเปรียบเทียบระหว่าง พื้นSPC และ พื้นไม้ลามิเนต

ตารางเปรียบเทียบ: SPC vs. ลามิเนต

หัวข้อเปรียบเทียบพื้น SPC (Stone Plastic Composite)พื้นไม้ลามิเนต (Laminate)
วัสดุหลัก (ไส้ใน)หินปูนผสมพลาสติก (Stone + PVC)ผงไม้บดอัดแน่น (HDF – Wood Fiber)
การกันน้ำกันน้ำ 100% (ไม่บวม, ไม่พอง)ไม่กันน้ำ (โดนน้ำนานๆ จะบวมพองตามรอยต่อ)
ปลวกและแมลงปลวกไม่กิน 100%มีความเสี่ยง (เพราะมีส่วนผสมของไม้)
ผิวสัมผัสเท้าแข็ง เย็นเท้า (เหมือนเดินบนกระเบื้อง)นุ่มนวล อุ่นเท้า (ให้ความรู้สึกเหมือนไม้จริงกว่า)
ความทนทานทนแรงกระแทกได้ดีมาก แข็งแกร่งผิวหน้าทนรอยขีดข่วนได้ดี แต่ถ้าของหนักตกใส่อาจบิ่นหรือยุบ
การติดตั้งClick Lock (ติดตั้งง่าย)Click Lock (ติดตั้งง่าย)
ราคาสูงกว่าเล็กน้อยถูกกว่า
ความหนามักจะบางกว่า (4-8 มม.)มักจะหนากว่า (8-12 มม.)

โครงสร้างของพื้น SPC นั้นมีความซับซ้อนกว่าที่เห็นภายนอก โดยปกติจะประกอบด้วย 5 ชั้นหลัก ที่ถูกอัดประสานเข้าด้วยกัน ซึ่งในแต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน นี่คือส่วนประกอบจากชั้นบนสุดลงไปล่างสุดครับ:

  1. ชั้นเคลือบผิว UV (UV Coating Layer)
    ตำแหน่ง: ชั้นบนสุด
    • หน้าที่: เป็นเกราะด่านแรกที่เคลือบสารป้องกันรังสี UV เพื่อไม่ให้สีซีดจางเมื่อโดนแดด และช่วยป้องกันคราบสกปรก ให้เช็ดทำความสะอาดง่าย
  2. ชั้นกันสึก (Wear Layer) (สำคัญมาก)
    • ตำแหน่ง: ชั้นใสที่อยู่ถัดลงมา
    • หน้าที่: ป้องกันรอยขีดข่วนจากการลากโต๊ะ เก้าอี้ หรือกรงเล็บสัตว์เลี้ยง
    • ข้อสังเกต: ความหนาของชั้นนี้ (เช่น 0.3 มม. หรือ 0.5 มม.) จะเป็นตัวบ่งบอกว่าพื้นรุ่นนั้น “เกรดดีแค่ไหน” ยิ่งหนายิ่งทนรอยขีดข่วนได้ดีครับ
    • เกร็ดความรู้: เวลาเลือกซื้อ นอกจากดูลายสวยแล้ว ให้ถามคนขายว่า “Wear Layer หนาเท่าไหร่?”
      • 0.3 mm: เหมาะกับใช้ในบ้านทั่วไป ห้องนอน
      • 0.5 mm ขึ้นไป: เหมาะกับร้านค้า ออฟฟิศ หรือบ้านที่มีการใช้งานหนักครับ
  3. ชั้นฟิล์มลาย (Decor Film Layer)
    • ตำแหน่ง: ชั้นที่แสดงลวดลาย
    • หน้าที่: เป็นแผ่นฟิล์มพิมพ์ลายความละเอียดสูง เลียนแบบลายไม้ ลายหิน หรือลายปูนเปลือย ให้ความสวยงามสมจริง
  4. ชั้นแกนกลาง SPC (SPC Core Layer) (หัวใจสำคัญ)
    • ตำแหน่ง: ชั้นที่หนาและแข็งที่สุด
    • ส่วนประกอบ: หินปูน (Limestone) ผสมกับพลาสติก (PVC)
    • หน้าที่: ให้ความแข็งแกร่ง กันน้ำ 100% ป้องกันการยืดหดตัว และเป็นส่วนที่มีลิ้นล็อก (Click Lock) สำหรับติดตั้ง
  5. ชั้นรองพื้น (Underlayment / Backing Layer)
    • ตำแหน่ง: ชั้นล่างสุด (บางรุ่นติดตั้งมาให้ในตัว บางรุ่นต้องซื้อปูแยก)
    • วัสดุ: มักเป็นโฟม IXPE หรือ EVA
    • หน้าที่: ช่วยซับเสียงเดิน ลดความกระด้างของพื้น และป้องกันความชื้นจากพื้นปูนด้านล่าง

หลังจากดูส่วนประกอบแต่ละชั้นของ SPC น่าจะทำให้เข้าใจวัสดุตัวนี้มากขึ้น จากประสบการณ์ตัววัสดุ SPC มีเกรดแบบทำจากวัสดุรีไซเคิล (recycle) และ แบบทำจากของใหม่เรียกว่าเวอร์จิ้น ซึ่งแบบที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลจะมีราคาที่ถูกกว่า เมื่อดูจากเนื้อของSPC ตรงส่วนของความหนาจะเห็นว่าเนื้อความละเอียดของเกรดรีไซเคิลจะน้อยกว่าของแบบเกรดเวอร์จิ้น แต่การใช้งานไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากผมใช้เกรดเวอร์จิ้นทุกครั้ง

คำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเลือกใช้พื้นSPC

1. พื้นเดิมต้อง “เรียบกริบ” (สำคัญที่สุด)

  • ปัญหา: พื้น SPC มีความแข็งและให้ตัวได้น้อยมาก ถ้าพื้นเดิมเป็นคลื่น เป็นแอ่ง หรือนูนขึ้นมาแม้เพียงนิดเดียว (2-3 มม.) เวลาเหยียบลงไป แผ่นพื้นจะกระดก หรือที่เรียกว่า “ยวบ”
  • ผลเสีย: นานเข้า ลิ้นล็อค (Click Lock) จะหัก ทำให้แผ่นพื้นแยกออกจากกัน เกิดช่องว่าง หรือเผยอขึ้นมาเดินสะดุดได้

2. สัมผัสที่ “แข็งและเย็น”

  • ปัญหา: ด้วยความที่มีส่วนผสมของหิน (Stone) ทำให้เนื้อวัสดุมีความหนาแน่นสูง
  • ผลเสีย: เวลาเดินเท้าเปล่าจะรู้สึก แข็งกระด้าง ไม่มีความนุ่มนวลหรือยืดหยุ่นเหมือนไม้จริงหรือพื้นลามิเนต และอุณหภูมิผิวจะเย็น (คล้ายกระเบื้อง) ซึ่งผู้สูงอายุบางท่านอาจจะไม่ชอบ

3. ซ่อมแซมผิวหน้าไม่ได้

  • ปัญหา: ถ้าเกิดอุบัติเหตุของมีคมตกใส่จนเป็นรอยลึก หรือขูดขีดจนชั้นเคลือบหลุด
  • ผลเสีย: คุณ ไม่สามารถขัดทำสีใหม่ (Sand & Refinish) เหมือนไม้ปาร์เก้หรือไม้จริงได้ ทางแก้ทางเดียวคือต้อง รื้อแผ่นนั้นออกแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ ซึ่งถ้าเป็นตำแหน่งกลางห้อง อาจต้องรื้อไล่มาจากริมผนังครับ

4. น้ำหนักเยอะ ตัดแต่งยาก

  • ปัญหา: แผ่น SPC หนักกว่าลามิเนตและกระเบื้องยางทั่วไปมาก
  • ผลเสีย: ขนย้ายลำบาก และเวลาติดตั้งช่วงเข้ามุมหรือตัดเศษ วัสดุจะมีความแข็งมาก ต้องใช้เครื่องเจียรหรือคัตเตอร์กรีดแรงๆ หลายครั้ง ทำให้ช่างมือใหม่อาจทำงานลำบากกว่า

5. เสียงก้อง (ถ้าไม่รองโฟม)

  • ปัญหา: ความแข็งของวัสดุทำให้เกิดเสียงสะท้อนเวลาเดิน
  • ผลเสีย: ถ้าไม่ใช้แผ่นรองพื้น (Underlay) ชนิดดีๆ หรือใช้รุ่นที่มีโฟมในตัว เวลาเดินอาจได้ยินเสียงก้อง “ก๊อกๆ” หรือเสียงกระทบพื้นเดิมที่ชัดกว่าพื้นชนิดอื่น

คำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

  1. จุดตายของ SPC คือ “พื้นเดิมไม่เรียบ”:
    • ถ้าพื้นปูนของคุณเป็นคลื่น เป็นหลุม เป็นบ่อ ห้ามปู SPC เด็ดขาด จนกว่าจะทำการปรับระดับ (Self-leveling) ให้เรียบเสมอกันก่อน ไม่อย่างนั้นใช้ไปไม่กี่เดือน ลิ้นล็อคจะแตกและพื้นจะกระเดิดครับ
  2. เรื่องความหนา:
    • พยายามเลือกความหนา 5 มม. ขึ้นไป (รวมโฟมรองหลัง) จะช่วยลดปัญหาเรื่องลิ้นแตกง่ายได้ดีกว่ารุ่นที่บางมากๆ (เช่น 4 มม.) ครับ

การเลือกความหนาของพื้น SPC ไม่ใช่แค่เรื่อง “ยิ่งหนายิ่งดี” เสมอไปครับ แต่ต้องดู “งบประมาณ” และ “พื้นที่หน้างาน” เป็นหลักครับ

เพื่อให้ตัดสินใจง่าย ผมขอฟันธงแบ่งตามการใช้งานดังนี้ครับ:

1. ความหนา 4 มม. (รุ่นประหยัด)

  • เหมาะกับ: ห้องนอน, ห้องพระ, ห้องเก็บของ หรือพื้นที่ที่เดินไม่บ่อย
  • ข้อดี: ราคาถูกที่สุด
  • ข้อควรระวัง:
    • ลิ้นล็อค (Click Lock) จะบางและเปราะกว่าเพื่อน ถ้าพื้นเดิมไม่เรียบจริง ลิ้นจะแตกง่ายมาก
    • มักไม่มีโฟมรองในตัว ต้องซื้อโฟมปูรองแยกต่างหาก (ทำให้เสียเวลาติดตั้งเพิ่ม)

2. ความหนา 5 – 5.5 มม. (รุ่นยอดนิยม / มาตรฐาน) แนะนำรุ่นนี้

  • เหมาะกับ: บ้านพักอาศัยทั่วไป (ห้องนั่งเล่น, ครัว, โถงทางเดิน)
  • ข้อดี:
    • มักจะรวมโฟมรองหลัง (IXPE) มาให้แล้วในตัว (เช่น เนื้อพื้น 4 มม. + โฟม 1.5 มม. = 5.5 มม.)
    • ลิ้นล็อคแข็งแรงขึ้น เดินแล้วรู้สึกแน่นเท้ากว่ารุ่น 4 มม. ชัดเจน
    • ราคาคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับคุณภาพ

3. ความหนา 6-8 มม. ขึ้นไป (รุ่นพรีเมียม / เชิงพาณิชย์)

  • เหมาะกับ: ร้านค้า, คาเฟ่, ออฟฟิศ หรือบ้านที่มีคนเดินเยอะๆ และวางของหนัก
  • ข้อดี: แข็งแรงมาก ลิ้นล็อคหนาปึ้ก แทบไม่มีปัญหาเรื่องลิ้นแตก ให้ความรู้สึกเวลาเดินใกล้เคียงไม้จริงที่สุด
  • ข้อควรระวัง: ราคาสูง

⚠️ สิ่งที่ต้องดูควบคู่กับความหนา (ห้ามลืม!)

อย่าดูแค่ความหนาแผ่น (Thickness) อย่างเดียว ต้องดู “ความหนาชั้นเคลือบผิว (Wear Layer)” ด้วยครับ เพราะตัวนี้คือตัวบอกว่าพื้นจะ “เป็นรอยง่ายไหม”

  • Wear Layer 0.3 มม.: มาตรฐานสำหรับบ้านพักอาศัย (ใช้ในบ้านสบายๆ)
  • Wear Layer 0.5 มม.: เกรด Commercial (เหมาะกับร้านค้า ลากเก้าอี้บ่อยๆ หรือเลี้ยงสุนัขตัวใหญ่)

สรุปคำแนะนำ: สำหรับบ้านทั่วไป ผมแนะนำให้เลือก ความหนา 5.5 มม. (ที่มี Wear Layer 0.3 มม.) ครับ เป็นจุดที่คุ้มค่าและจบปัญหาได้ดีที่สุดครับ

Loading

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *