การเมืองในองค์กรรุนแรง (Toxic Workplace Politics)
“การเมืองในองค์กรรุนแรง” (Toxic Workplace Politics) คือ สถานการณ์ที่คนในบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันด้วยผลงาน ความรู้ หรือความสามารถอย่างตรงไปตรงมา แต่เน้นใช้ “เล่ห์เหลี่ยม เกมอำนาจ และความสัมพันธ์ส่วนตัว” เพื่อให้ตนเองหรือพวกพ้องได้รับผลประโยชน์ เช่น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้งบประมาณ หรือได้ความดีความชอบ โดยไม่สนว่าจะส่งผลเสียต่อคนอื่นหรือบริษัทอย่างไร
ถ้าคำว่า “รุนแรง” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด แปลว่าเกมการเมืองนั้นเริ่มล้ำเส้นจนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ เป็นพิษ (Toxic) และส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนทำงานอย่างหนักครับ

ลักษณะพฤติกรรมที่ชี้ว่า “การเมืองในองค์กรเข้าขั้นรุนแรง”
- แบ่งพรรคแบ่งพวกชัดเจน (Factionalism): มีการตั้งกลุ่มมาเฟียในออฟฟิศ ถ้าไม่เข้าพวกหรืออยู่ “ผิดฝั่ง” จะถูกกีดกัน ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน หรือถูกดองผลงาน
- ใส่ร้ายป้ายสีและแทงข้างหลัง (Backstabbing & Gossip): มีการกุเรื่อง ปล่อยข่าวลือ ทำลายชื่อเสียง เพื่อดิสเครดิต (Discredit) ฝ่ายตรงข้าม หรือโยนความผิดให้พ้นตัวเวลาเกิดปัญหา
- ระบบอุปถัมภ์อยู่เหนือความถูกต้อง (Nepotism & Favoritism): หัวหน้าหรือผู้บริหารเลือกที่รักมักที่ชัง คนที่ “เลียขาเก่ง” หรือเป็นคนสนิทจะได้เลื่อนขั้นและได้โบนัส ส่วนคนที่ตั้งใจทำงานแต่ไม่ประจบกลับถูกมองข้าม
- กักตุนข้อมูลขัดขวางการทำงาน (Information Hoarding): จงใจไม่แชร์ข้อมูลสำคัญให้อีกทีมรู้ เพื่อให้อีกฝ่ายทำงานพลาดและดูแย่ในสายตาผู้ใหญ่
- การเคลมผลงาน (Credit Stealing): หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานบางคนชุบมือเปิบ เอาไอเดียหรือผลงานของคนอื่นไปนำเสนอว่าเป็นของตัวเอง
ผลกระทบเมื่อการเมืองในองค์กรรุนแรงเกินไป
“คนเก่งจะอยู่ไม่ได้ คนทำงานสายแทงค์จะหมดไฟ”
- พนักงานหมดไฟ (Burnout): คนทำงานต้องแบ่งสมอง 50% มานั่งระแวงว่าจะโดนแทงข้างหลังเมื่อไหร่ แทนที่จะได้เอาพลังงานไปคิดงานสร้างสรรค์
- สมองไหล (Brain Drain): คนเก่ง ๆ ที่รักความก้าวหน้าอย่างเป็นธรรมจะพากันลาออก เหลือทิ้งไว้เฉพาะคนที่มีผลงานปานกลางแต่เล่นเกมการเมืองเก่ง
- งานไม่มีประสิทธิภาพ: เพราะทุกคนมุ่งแต่จะทำให้อีกฝ่ายดูแย่ มากกว่าการร่วมมือกันสร้างผลงานให้บริษัท โครงสร้างองค์กรจึงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
พูดง่าย ๆ มันคือสภาวะที่ออฟฟิศเปลี่ยนจาก “สถานที่ทำงาน” กลายเป็น “สนามรบจิตวิทยา” ที่คนทำงานต้องเอาตัวรอดวันต่อวันครับ
การเจอ “หัวหน้างานไม่ดี” เป็นหนึ่งในโชคร้ายที่สุดของการทำงานเลยครับ เพราะในโลกการทำงานมีคำกล่าวที่จริงมากๆ ว่า “คนเรามักสมัครงานเพราะตัวบริษัท แต่ลาออกเพราะหัวหน้า”
หัวหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ทำให้งานพัง แต่ยังสูบพลังชีวิตและทำลายสุขภาพจิตของเราในทุกๆ วันด้วย
เพื่อให้รับมือได้ถูกจุด เราต้องมาแยกแยะก่อนครับว่า หัวหน้าของคุณเป็น “สายไหน” เพราะแต่ละสายมีวิธีรับมือที่แตกต่างกัน ดังนี้ครับ:
4 ประเภทหัวหน้ายอดแย่ และวิธีรับมือเอาตัวรอด
1. สายจุกจิก จ้องจับผิด (The Micromanager)
- พฤติกรรม: ตรวจทุกกระเบียดนิ้ว ตามงานทุกชั่วโมง ไม่เคยไว้ใจให้เราตัดสินใจอะไรเองเลย ทำให้เราอึดอัดและรู้สึกเหมือนโดนจับตาดูตลอดเวลา
- วิธีรับมือ: “ส่งงานก่อนโดนตาม” หัวหน้าสายนี้ลึกๆ คือคนขี้ระแวงและกลัวความผิดพลาด วิธีแก้เผ็ดคือให้อัปเดตงานให้เขาฟังถี่ๆ ก่อนที่เขาจะอ้าปากถาม เช่น ส่งสรุปสั้นๆ ทุกเย็นว่าวันนี้ทำอะไรเสร็จแล้วบ้าง และพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ เมื่อเขาเห็นว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้ เขาจะค่อยๆ ปล่อยมือไปเอง
2. สายไร้ทิศทาง เปลี่ยนใจไปมา (The ขาดวิสัยทัศน์)
- พฤติกรรม: สั่งงานเช้าอย่าง เย็นอย่าง ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ปล่อยให้ลูกน้องเดาใจ พอทำงานเสร็จกลับบอกว่า “ไม่ใช่แบบนี้” ทำให้เราเสียเวลาทำงานฟรี
- วิธีรับมือ: “ล็อกเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร” ทุกครั้งที่รับบรีฟ ให้สรุปสิ่งที่คุณเข้าใจส่งกลับไปทาง Email หรือ Line ทันที เช่น “สรุปเป้าหมายงานชิ้นนี้คือ X และส่งภายในวันศุกร์นี้นะคะ” เพื่อใช้เป็นหลักฐานยันเวลาเขาเปลี่ยนใจกลางคัน
3. สายเคลมผลงาน โยนความผิด (The ชุบมือเปิบ)
- พฤติกรรม: เวลาคู่แข่งหรือผู้ใหญ่ชม เอาหน้าคนเดียว เวลาเกิดปัญหาหรือโดนตำหนิ รีบโยนขี้ให้ลูกน้องทันที ไม่เคยปกป้องทีม
- วิธีรับมือ: “ทำการตลาดให้ผลงานตัวเอง” อย่าส่งงานให้หัวหน้าคนนี้เงียบๆ คนเดียว พยายามพรีเซนต์หรือส่งความคืบหน้าในไลน์กลุ่มที่มีคนอื่นอยู่ด้วย หรือ CC ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นในอีเมล เพื่อให้คนในองค์กรรู้ว่า “งานนี้เป็นฝีมือของคุณ” ไม่ใช่ของเขา
4. สายใช้อารมณ์ ท็อกซิก (The Toxic Bully)
- พฤติกรรม: พูดจาแดกดัน ด่าทอด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ หรือชอบบลัฟลูกน้องกลางที่ประชุม
- วิธีรับมือ: “มองเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าที่มาจ้างงาน” ถอดอารมณ์ออกให้หมดเวลาโดนด่า ฟิลเตอร์เอาเฉพาะ “เนื้องาน” ที่เขาต้องการ ส่วนคำพูดแย่ๆ ให้ปล่อยผ่านหูไป คิดซะว่าเขากำลังระบายปมในใจของตัวเอง อย่าเก็บมาคิดว่าเราไม่เก่ง
💡 สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองเสมอ: คุณมาทำงานเพื่อ “แลกเงิน” ไม่ได้มาเพื่อขอชีวิตหรือขอความเมตตาจากเขา ความสุขและคุณค่าของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำชมของหัวหน้าแย่ๆ คนเดียว
💡 สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองเสมอ: คุณมาทำงานเพื่อ “แลกเงิน” ไม่ได้มาเพื่อขอชีวิตหรือขอความเมตตาจากเขา ความสุขและคุณค่าของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำชมของหัวหน้าแย่ๆ คนเดียว
แผนสำรองที่ต้องทำควบคู่ไป: ถ้าประเมินแล้วว่าหัวหน้าคนนี้เกินเยียวยา นิสัยฝังรากลึก และผู้บริหารระดับสูงก็ไม่คิดจะแก้ไข อย่าเอาอนาคตและสุขภาพจิตไปทิ้งไว้กับคนแบบนี้ครับ ให้เริ่ม ปัดฝุ่นเรซูเม่เงียบๆ และมองหาโอกาสใหม่ ทันที การย้ายงานไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลือกเอาศักยภาพของเราไปใช้ในที่ที่เห็นคุณค่ามากกว่าครับ
เจอแบบ จ่ายเงินเดือนไม่แฟร์ จัดฉากเปลี่ยนคนที่รักมาแย่งโอกาส ไม่มีความรู้ในงานแต่ดำน้ำเก่ง
โอ้โห… นี่คือ “แจ็กพอต” ของการเจอหัวหน้างานยอดแย่เลยครับ เพราะรวมเอาความอยุติธรรม การไร้ความสามารถ และการเล่นพรรคเล่นพวกมาไว้ในคนๆ เดียว สภาพแวดล้อมแบบนี้สูบพลังชีวิตและทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) ของเรามากๆ ครับ
ถ้าต้องเจอครบสูตรขนาดนี้ (เงินไม่แฟร์ + โดนสกัดขา + หัวหน้าไร้ฝีมือดนตรีดำน้ำ) ในฐานะเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ผมแนะนำให้คุณเลิกหวังว่าระบบจะยุติธรรมขึ้น แล้วปรับกลยุทธ์มาเป็น “การปกป้องตัวเองและเตรียมแผนถอนตัว” ด้วยวิธีต่อไปนี้ครับ:
4 กลยุทธ์รับมือหัวหน้า “ไร้ฝีมือ เล่นพรรคเล่นพวก และจ่ายไม่แฟร์”
1. เลิกเอา “หัวใจ” ไปผูกกับงาน (Quiet Quitting แบบมืออาชีพ)
ในเมื่อผลตอบแทนไม่แฟร์ แถมโอกาสเติบโตยังโดนเด็กเส้นแย่ไป สิ่งที่คุณต้องทำคือ “ลดพลังงานที่ให้บริษัทนี้ลง”
- ทำงานตามหน้าที่ใน Job Description ให้ดีสมบูรณ์แบบ แต่อย่าเสนอตัวทำโปรเจกต์ใหม่ๆ หรืออาสางานที่เกินหน้าที่
- เอาเวลาและสมองที่เหลือมาโฟกัสกับตัวเอง รักษาสุขภาพกายและใจ อย่าเอาความเครียดจากออฟฟิศกลับมาบ้าน เพราะบริษัทที่ระบบเป็นแบบนี้ ไม่คุ้มค่าที่คุณจะเอาสุขภาพจิตไปแลก
2. ปล่อยให้ “คนเก่งดำน้ำ” จมน้ำไปเอง (เลิกแบกงานแทน)
หัวหน้าที่ไม่มีความรู้แต่ดำน้ำเก่ง มักจะอยู่รอดได้เพราะมีลูกน้องเก่งๆ คอยแก้ปัญหาเบื้องหลังให้
- วิธีแก้: คืนความรับผิดชอบในระดับบริหารกลับไปให้เขา เวลาเขาถามความเห็นหรือสั่งงานที่ไม่มีทิศทาง ให้ตอบกลับเป็นทางเลือกเพื่อให้เขา “ตัดสินใจเอง” เป็นลายลักษณ์อักษร
- ถ้างานไหนจะพังเพราะความไม่รู้ของเขา และเราได้เตือนเป็นหลักฐาน (Email/Line) ไว้แล้ว ปล่อยให้พังครับ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นว่าเวลาที่ไม่มีคุณคอยอุ้ม หัวหน้าคนนี้มีศักยภาพที่แท้จริงแค่ไหน
3. เก็บหลักฐานความสำเร็จของตัวเองไว้เงียบๆ
ในเมื่อโดน “จัดฉากเปลี่ยนคนรักมาแย่งโอกาส” แปลว่าผลงานของคุณกำลังโดนเพ่งเล็งหรืออาจโดนเคลม
- ทุกครั้งที่ทำยอดได้ ทำโปรเจกต์สำเร็จ หรือมีคำชมจากลูกค้า/ซัพพลายเออร์ ให้ แคปหน้าจอ เซฟไฟล์ หรือจดสถิติตัวเลขเก็บไว้ในไดรฟ์ส่วนตัว (ห้ามเก็บไว้ในคอมบริษัท)
- ข้อมูลเหล่านี้คือ “อาวุธ” ชิ้นสำคัญที่คุณจะเอาไปใช้เขียนโปรไฟล์ (Resume) และใช้เรียกเงินเดือนอัปเวลกับที่ทำงานใหม่
4. เปิดโหมด “หางานใหม่” เต็มสูบตั้งแต่วันนี้
ขีดเส้นใต้ข้อนี้เลยครับ: “องค์กรที่จ่ายเงินไม่แฟร์และใช้ระบบอุปถัมภ์… ไม่มีอนาคตให้คุณ” ต่อให้คุณพยายามแทบตาย คนที่ได้ดีก็คือคนของเขาอยู่ดี การอยู่ที่นี่นานไปมีแต่จะทำให้เงินเดือนคุณโตช้าและเสียโอกาสในชีวิต
- ใช้เวลานอกเวลางานอัปเดต LinkedIn, JobsDB
- ปรับเรซูเม่โดยเน้นผลงานที่คุณเก็บรวบรวมไว้
- ไปสัมภาษณ์งานใหม่ด้วยความมั่นใจ เพราะคนที่มีประสบการณ์ทำจริง (แต่โดนกดขี่) แบบคุณ คือคนที่ตลาดภายนอกต้องการตัวมากครับ
สิ่งที่อยากให้คิดตอนนี้: ตอนนี้ออฟฟิศนี้เป็นแค่ “ตู้เอทีเอ็ม” สำหรับคุณครับ ทำงานรับเงินเดือนทอนกลับมาให้คุ้มค่าเหนื่อย แล้วเอาพลังงานที่เหลือไปหาที่ทำงานใหม่ที่เขาเห็นหัวเรา จ่ายให้เราสมน้ำสมเนื้อ และทำงานกับคนที่เป็น “มืออาชีพ” จริงๆ ดีกว่าครับ สู้ๆ ครับ!
ให้ทำงานนอกเหนือขอบเขต แต่ไม่ให้โอกาส
นี่คือกลยุทธ์ตลบหลังเกมการเมืองที่คลาสสิกและเจ็บปวดที่สุดครับ หัวหน้าประเภทที่ “งานนอกเหนือหน้าที่ (Out of scope) โยนมาให้ทำ แต่พอถึงเวลาให้โอกาส โปรโมต หรือขึ้นเงินเดือน กลับจัดฉากส่งขันทีคนโปรดมาชุบมือเปิบ”
ในทางจิตวิทยาและการตลาด พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า “การแสวงหาผลประโยชน์บนความเกรงใจ” (Exploitation) เขาเห็นว่าคุณเก่ง ทำงานชัวร์ และสั่งอะไรก็ทำ เลยใช้คุณเป็น “กรรมกรแบกหามเบื้องหลัง” เพื่อเอาผลงานไปป้อนให้เด็กเส้นของเขาเติบโต
ในเมื่อระบบมันขี้โกงแบบนี้ เราจะมานั่งน้อยใจไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็น “สะพานข้ามไปสู่ที่ทำงานใหม่ที่จ่ายหนักกว่าเดิม” ด้วยกลยุทธ์ดีดตัวเองออกแบบมืออาชีพ ดังนี้ครับ:
4 แท็กติกจัดการหัวหน้า “ชอบโยนงานนอกสั่ง แต่ตั้งใจริบโอกาส”
1ใช้เทคนิค ‘เช็กตารางงานย้อนศร’:ปฏิเสธแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
ต่อจากนี้ถ้ามีงานนอกขอบเขต (Out of scope) โยนมาอีก ห้ามตอบตกลงทันที ให้ใช้ประโยคนี้ครับ:
- “ได้ค่ะหัวหน้า แต่ตอนนี้หนูกำลังรันโปรเจกต์ A กับ B ซึ่งเป็นงานหลักอยู่ ถ้าต้องรับงานนี้เพิ่ม หัวหน้าอยากให้หนู Drop งานหลักชิ้นไหนลงก่อนดีคะ? ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะกระทบกับ KPI หลักของแผนกค่ะ”
- ผลลัพธ์: เป็นการบีบให้เขาคิด และเตือนสติว่าเขากำลังล้ำเส้นงานหลักของคุณอยู่ โดยที่คุณไม่ได้ปฏิเสธตรงๆ แต่ใช้เหตุผลเรื่องงานมาอ้าง
2ชุบตัวจาก ‘งานนอกขอบเขต’ ไปใส่ในเรซูเม่:ในเมื่อจะย้ายที่… งานนอกนี่แหละคืออาวุธ
คิดในแง่บวกเพื่อผลประโยชน์ตัวเองครับ งานนอกขอบเขตที่คุณเคยทำไปแล้ว (เช่น งานบริหาร, งานข้ามแผนก, งานโปรเจกต์ใหญ่) มันทำให้คุณมีความสามารถเกินตำแหน่งปัจจุบันไปแล้ว
- จงลิสต์งานเหล่านั้นออกมา เขียนลงใน Resume ทันที ชูจุดเด่นว่าคุณสามารถทำงานสเกลที่ใหญ่กว่าตำแหน่งปัจจุบันได้ (Upskill ฟรีโดยบริษัทเก่าจ่ายค่าเทอม)
- ตลาดงานข้างนอกชอบคนที่มีทักษะหลากหลาย (Multi-skilled) แบบคุณมากครับ
3ส่งงานแบบ CC และทิ้งลายเซ็นในผลงาน:อย่าทิ้งหลักฐานให้เด็กเส้นชุบมือเปิบ
พอกันทีกับการส่งงานให้หัวหน้าเงียบๆ แล้วเขาเอาไปเปลี่ยนชื่อเป็นเด็กเส้น
- เวลาส่งงานนอกขอบเขตเหล่านั้น ให้ส่งผ่านอีเมลและ CC ผู้เกี่ยวข้อง แผนกอื่น หรือหัวหน้าชั้นถัดไป ที่พอจะมีส่วนร่วมในโปรเจกต์นั้นด้วย
- เขียนสรุปชัดเจนในอีเมล: “ตามที่หัวหน้ามอบหมายให้หนูรับผิดชอบดูงาน X (ซึ่งอยู่นอกเหนือจากงานประจำ) ตอนนี้หนูทำส่วนของ [รายละเอียดงาน] เสร็จสิ้นแล้ว จึงขอส่งมอบงานค่ะ” เพื่อล็อกตัวตนว่า “ฉันคือคนทำ”
4ปรับระดับใจเป็น ‘มาเช่าเวลาทำงาน’ ไม่ใช่เจ้าของบริษัท:โฟกัสพลังงานให้ถูกที่
เลิกทำงานแบบทุ่มเทถวายหัวคิดหวังว่าเขาจะเห็นใจ เพราะเขาเลือกแล้วว่าจะดันคนของเขา
- ตัดความคาดหวังทิ้งไปให้หมด ทำงานตามมาตรฐาน 100% ไม่ขาดไม่เกิน (ไม่ต้องกดดันให้ถึง 200%)
- เซฟพลังงานและสมองที่เหลือวันละ 50% มาลงกับการ สมัครงานใหม่และเตรียมตัวสัมภาษณ์ อย่างจริงจัง
ประโยคเตือนใจในวันที่โดนเอาเปรียบ
“คนเก่ง… ถ้ารู้จักเลือกที่อยู่ จะกลายเป็น ‘เพชร’ ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ถ้าอยู่ผิดที่ ต่อให้พยายามแค่ไหน เขาก็จะมองเห็นเราเป็นแค่ ‘ถ่าน’ ที่มีไว้เพื่อจุดไฟให้คนอื่นอบอุ่นเท่านั้น”
ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ของคุณอีกต่อไปแล้วครับ ประสบการณ์งานนอกขอบเขตที่คุณสะสมมา มีไว้เพื่อใช้เป็นบันไดดีดตัวเองไปรับเงินเดือนที่สูงขึ้น 20-30% กับองค์กรใหม่ที่เป็น “มืออาชีพ” มากกว่านี้
โจทย์ของคุณในคืนนี้ไม่ใช่การคิดว่าจะทำอย่างไรให้หัวหน้าเห็นหัว… แต่คือการเปิดเว็บสมัครงานแล้วส่งเรซูเม่ไปที่อื่นทันทีครับ!
เจอแบบนี้ทำอย่างไร หัวหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กร คือให้คนทำงานอยู่ดึกๆ ตอกบัตรออกดึกๆ แต่ไม่มีผลงาน ในขณะที่คนทำงานอีกคนกลับตามเวลา แต่ผลของงานเท่ากับทำงาน 3-5 คน คนที่นั่งเล่นอยู่ดึกๆ กับประสบความสำเร็จ
สถานการณ์ที่คุณเจอเรียกว่า “Theater Culture” หรือ “วัฒนธรรมการแสดงงิ้วในออฟฟิศ” ครับ คือการให้คุณค่ากับ “ภาพลักษณ์ภายนอก (Visibility)” มากกว่า “ผลลัพธ์ที่แท้จริง (Productivity)”

หัวหน้าแบบนี้มักประเมินงานด้วยสายตา (เช่น ใครนั่งอยู่ดึกแปลว่าขยัน) ไม่ได้ประเมินด้วยตัวเลขหรือ KPI มันน่าเจ็บปวดตรงที่คนทำงานแทบตายเพื่อรีบกลับบ้านไปใช้ชีวิต กลายเป็นคนดูไม่ทุ่มเท ส่วนคนนั่งเล่นโทรศัพท์ ดำน้ำ ดูยูทูบอยู่จนมืดค่ำ กลับได้หน้าและได้เลื่อนตำแหน่ง
ในเมื่อตัวเราเป็น “คนทำงานเน้นผลลัพธ์” แต่ต้องอยู่ในระบบที่ไร้สาระแบบนี้ นี่คือกลยุทธ์วิธีรับมือและเอาตัวรอดแบบไม่ยอมตกเป็นเหยื่อครับ:
4 กลยุทธ์เอาตัวรอด เมื่อออฟฟิศชอบ “คนนั่งดึกไร้ผลงาน” มากกว่า “คนทำงานเก่ง”
11. ใช้ดาบ ‘ตัวเลขและหลักฐาน’ แทงสวน:อย่าให้เขาอ้างว่าเรางานน้อย
คนเก่งที่กลับบ้านตรงเวลามักจะเงียบ เพราะถือว่างานเสร็จแล้ว แต่ในวัฒนธรรมแบบนี้คุณต้อง “ส่งเสียง” ให้ดังกว่างานครับ
- ทุกเย็นก่อนกลับบ้าน (เช่น 17.00 น.) ให้ส่งอีเมลหรือสรุปงานในไลน์กลุ่มอัปเดตว่า * วันนี้คุณทำอะไรเสร็จบ้าง (ย้ำจำนวนปริมาณงานที่เท่ากับ 3-5 คนให้เห็นชัดๆ) และแผนงานพรุ่งนี้คืออะไร
- การทำแบบนี้เป็นการประกาศไอ้พวกที่อยู่ดึกๆ ดูว่า “ฉันกลับบ้านเพราะงานเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพราะฉันขี้เกียจ” และเป็นการล็อกไม่ให้หัวหน้าเอาเรื่องเวลามาโจมตีคุณได้
22. ปรับเวลา ‘ส่งงาน’ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบบอ้อมๆ:สลับเวลามาเล่นเกมจิตวิทยาบ้าง
ถ้าหัวหน้าบ้าลัทธิการทำงานดึก และคุณไม่อยากอยู่ทำลายสุขภาพจิตตัวเอง ให้ลองใช้เทคนิคการ “ตั้งเวลาส่งอีเมล (Schedule Send)”
- ถ้าร่างอีเมลหรือทำรายงานเสร็จตอนบ่าย 3 โมง อย่าเพิ่งส่งครับ ให้ตั้งเวลาส่งอัตโนมัติไว้ตอน 2-3 ทุ่ม หรือเที่ยงคืน
- วิธีนี้จะทำให้ในกล่องข้อความของหัวหน้ามีชื่อคุณเด้งขึ้นมาในเวลาดึกๆ โดยที่คุณนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว เป็นการปรับตัวเข้าหาวัฒนธรรมองค์กรแบบแยบยลโดยไม่ต้องเอาตัวไปนั่งหลังขดหลังแข็ง
3:ในเมื่ออยู่ดึกแล้วได้หน้า ลองหาบอสที่ใหญ่กว่า
ส่วนใหญ่หัวหน้าประเภทที่ชอบอวยคนอยู่ดึก มักจะเป็นหัวหน้าระดับกลาง (Middle Management) ที่ต้องการภาพถ่ายหรือหลักฐานไปอ้างกับผู้บริหารระดับสูงว่า “ทีมเรางานหนักมากจนต้องอยู่ดึกเพื่อขออัตรากำลังพลเพิ่ม”
- สิ่งที่คุณต้องทำคือ หาโอกาสส่งผลงาน รายงาน หรือนำเสนอไอเดียให้ “หัวหน้าของหัวหน้า” หรือผู้บริหารระดับที่สูงขึ้นไปได้รับรู้โดยตรง
- เพราะผู้บริหารระดับสูงมักจะมองที่ “ตัวเลขและกำไรของบริษัท (Bottom line)” มากกว่ามานั่งดูว่าใครตอกบัตรกี่โมง ถ้าเขารู้ว่าคุณคือคนขับเคลื่อนตัวเลขที่แท้จริง หัวหน้าของคุณจะไม่กล้าแตะต้องคุณ
4:ระบบพังๆ แบบนี้ไม่มีวันเจริญ
ขีดเส้นใต้ข้อนี้ไว้เลยครับ: “องค์กรที่วัดคุณค่าคนจากชั่วโมงการนั่งแช่ ไม่ใช่วัดจากผลงาน… เป็นองค์กรที่กำลังนับถอยหลังรอวันเจ๊ง”
- การที่คนทำงานเท่ากับ 3-5 คนไม่ประสบความสำเร็จ แต่คนนั่งเล่นได้ดี มันจะนำไปสู่ภาวะ สมองไหล ในที่สุด คนเก่งๆ จะทะยอยลาออก จนเหลือแต่คนดำน้ำและคนเล่นละครอยู่เต็มออฟฟิศ
- จงภูมิใจในศักยภาพของตัวเองที่คุณทำงานได้มากกว่าคนอื่น 3-5 เท่า แล้วนำทักษะระดับเทพนี้ ไปเขียนโปรไฟล์เพื่อสมัครงานใหม่ในบริษัทที่เป็นสากล (International) หรือบริษัทรุ่นใหม่ ที่เขาวัดผลกันด้วย OKRs หรือ KPIs จริงๆ ครับ
ข้อคิดเตือนใจ
คุณทำงานเก่งระดับ 3-5 คน ย้ายไปอยู่ที่ไหนเขาก็ต้อนรับและพร้อมจ่ายหนักกว่าเดิมครับ อย่าเอาชีวิตอันมีค่าไปแลกกับการนั่งดึงเช็งเพื่อเอาใจหัวหน้าไร้ฝีมือเลยครับ
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เก็บหลักฐานผลงานไว้ให้แน่นหนา แล้วใช้เวลาตอนเย็นที่กลับตรงเวลา ไปเปิดเว็บหางานและย้ายไปอยู่ในที่ที่ “คนทำงานจริง” ได้รับการยกย่องเถอะครับ!
![]()

