Green

วีโคไปเรียนและขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน

Share this article

วีโคไปเรียนการขับโดรน และขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนทั้ง2ประเภท เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังกัน แต่ไปทำความเข้าใจการแบ่งประเภทของโดรนกันก่อน

การขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนในประเทศไทย (ผ่านระบบ UAS Portal ของ CAAT) ในปี 2026 นี้ มีการแบ่งประเภทที่ชัดเจนขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับน้ำหนักของโดรนและวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยหลักๆ จะแบ่งตามเกณฑ์น้ำหนักดังนี้ครับ

1. แบ่งตามน้ำหนักของโดรน (Criteria for Registration)

1.1 โดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม: เป็นประเภทที่คนส่วนใหญ่ใช้ (รวมถึงโดรนถ่ายภาพและโดรนเกษตรขนาดเล็ก) กลุ่มนี้ครอบคลุมโดรนเกือบทั้งหมดที่ใช้กันในท้องตลาด (รวมถึงโดรนถ่ายภาพที่คุณใช้ทำคอนเทนต์ และโดรนเกษตรขนาดเล็กสำหรับพ่นยาในฟาร์ม) โดยมีเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนดังนี้:

  • โดรนที่มีกล้องบันทึกภาพ: ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี ไม่ว่าน้ำหนักจะน้อยแค่ไหนก็ตาม (เช่น DJI Mini ที่หนักเพียง 249 กรัม ก็ต้องขึ้นทะเบียน)
  • โดรนที่ “ไม่มี” กล้อง:
    • ถ้าน้ำหนัก ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม: ไม่ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับ
    • ถ้าน้ำหนัก ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป: ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี
  • ขั้นตอน: ต้องมีประกันภัยบุคคลที่ 3 และสอบออนไลน์ (E-Exam) ผ่านระบบ UAS Portal ของ CAAT

1.2 โดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม: ส่วนใหญ่เป็นโดรนเกษตรขนาดใหญ่หรือโดรนอุตสาหกรรม ประเภทนี้ต้องได้รับ “หนังสืออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” เป็นกรณีเฉพาะ และมีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานตัวเครื่องและทักษะผู้บินที่เข้มข้นกว่าโดรนทั่วไป


ตารางประเภทของโดรนและการขึ้นทะเบียน

ประเภทน้ำหนักโดรนเงื่อนไขเพิ่มเติมต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือไม่?
ไม่เกิน 2 กก.ติดตั้งกล้องต้องขึ้นทะเบียน
ไม่เกิน 2 กก.ไม่ติดกล้องไม่ต้องขึ้นทะเบียน
2 กก. – 25 กก.ติดกล้องหรือไม่ก็ได้ต้องขึ้นทะเบียน
เกิน 25 กก. ขึ้นไปทุกกรณีต้องขึ้นทะเบียน + ขออนุญาตจาก รมว.คมนาคม

2. แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งาน (License Category)

ในปัจจุบันมีการพูดถึงการแบ่ง “ใบอนุญาตนักบินโดรน” (UAS Remote Pilot License) ตามลักษณะงานเพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น ได้แก่:

  1. สำหรับบุคคลทั่วไป (Open Category): ใช้บินเพื่อความบันเทิง ถ่ายรูปเล่น หรือใช้งานทั่วไปที่ไม่เสี่ยงสูง
  2. สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ (Specific Category): สำหรับผู้ที่รับจ้างถ่ายภาพ สำรวจ รับจ้างพ่นยาเกษตร หรือใช้งานในธุรกิจ
  3. สำหรับนักบินมืออาชีพ (Professional/Certified Category): สำหรับงานที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การบินในเขตอันตราย การบินนอกระยะสายตา (BVLOS) หรือการใช้โดรนขนาดใหญ่มาก

ขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องทำ:

  • สอบ E-Exam: ปัจจุบัน CAAT กำหนดให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน (น้ำหนักไม่เกิน 25 กก.) ต้องเข้าสอบความรู้พื้นฐานผ่านระบบออนไลน์ใน UAS Portal ให้ผ่านก่อน จึงจะได้รับหนังสือรับรองครับ
  • ประกันภัย: ต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่ 3 (วงเงินคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท) ก่อนถึงจะยื่นชื่อเป็นผู้บังคับได้

ขั้นตอนและวิธีการบินโดรน

การบินโดรนให้ปลอดภัยและได้ภาพที่สวยงามเหมือนมืออาชีพ มีขั้นตอนที่เป็นลำดับมาตรฐาน ดังนี้ครับ:


1. การเตรียมตัวก่อนออกจากบ้าน (Pre-Flight Preparation)

  • ตรวจสอบอุปกรณ์: เช็คใบพัดว่าไม่มีรอยบิ่นหรือร้าว แบตเตอรี่โดรนและรีโมทต้องชาร์จเต็ม 100%
  • อัปเดต Firmware: ตรวจสอบว่าแอป และตัวโดรนเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันบัคระหว่างบิน
  • เตรียม Memory Card: ตรวจสอบพื้นที่ว่างใน MicroSD Card และความเร็ว โดยความเร็วควรเป็น Class 10 U3 ขึ้นไปสำหรับงาน 4K
  • เช็คสภาพอากาศ: ตรวจสอบความเร็วลมและฝน โดยดูผ่านแอป UAV Forecast เพื่อดูค่าลมในระดับความสูงที่เราจะบิน

2. การตรวจเช็คหน้างาน (On-Site Checklist)

  • เลือกจุด Take-off: ควรเป็นพื้นราบ สะอาด ไม่มีฝุ่นหรือเศษหญ้าที่จะกระเด็นเข้ามอเตอร์ หากพื้นไม่เอื้ออำนวย แนะนำให้ใช้ Landing Pad
  • หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน: ไม่อยู่ใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง เสาส่งสัญญาณวิทยุ หรือวัตถุโลหะขนาดใหญ่ที่อาจกวนเข็มทิศ (Compass)
  • สังเกตสิ่งกีดขวาง: มองหาแนวสายไฟ กิ่งไม้ หรือโดมบ้านในบริเวณรอบๆ

3. ขั้นตอนการขึ้นบิน (Take-off Sequence)

  1. เปิดรีโมทก่อน แล้วค่อยเปิดโดรน: เพื่อให้รีโมทพร้อมรับสัญญาณจากโดรนทันที
  2. รอสัญญาณ GPS: ห้ามขึ้นบินจนกว่าโดรนจะจับสัญญาณดาวเทียมได้เพียงพอ โดยปกติ 10 ดวงขึ้นไป และระบบแจ้งว่า “Home Point Updated”
  3. Calibrate (ถ้าจำเป็น): หากแอปแจ้งเตือนให้ Calibrate Compass ให้หมุนโดรนตามคำแนะนำในหน้าจอ โดยปกติจะ Calibrate ครั้งแรกของวัน ก่อนเริ่มทำการบิน
  4. Start Motor: ดันจอยสติ๊กเข้าหากัน เพื่อสตาร์ทใบพัด
  5. Hover Check: บินขึ้นไปค้างที่ความสูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร เพื่อเช็คว่าโดรนนิ่งไหม มีเสียงผิดปกติ หรือมีการเอียงหรือไม่

4. ระหว่างการบิน (During Flight)

  • รักษาแนวสายตา (VLOS): พยายามมองโดรนด้วยตาเปล่าเป็นระยะ ไม่ควรมองแต่หน้าจออย่างเดียว
  • สังเกตระดับแบตเตอรี่: ควรบินกลับเมื่อแบตเตอรี่เหลือ 30% และควรลงจอดเมื่อเหลือ 20% เพื่อถนอมแบต และเผื่อเหตุฉุกเฉิน
  • ใช้ Cinematic Movements: สำหรับงานวิดีโอ ให้ขยับจอยสติ๊กเบาๆ และคงที่ (Slow & Smooth) จะได้ภาพที่นิ่ง

5. การลงจอดและการจัดเก็บ (Landing & Post-Flight)

  • Landing: บินกลับมาเหนือจุดจอด แล้วค่อยๆ ลดระดับลง หากพื้นที่ขรุขระอาจใช้การ Hand Catch (ต้องมีความชำนาญ)
  • ปิดอุปกรณ์: ปิดโดรนก่อน แล้วค่อยปิดรีโมท (ตรงข้ามกับตอนเปิด)
  • ตรวจสอบสภาพหลังบิน: เช็คว่ามอเตอร์มีความร้อนผิดปกติไหม หรือมีคราบแมลงติดใบพัดหรือไม่ แล้วเช็ดทำความสะอาดก่อนเก็บเข้ากระเป๋า

คราวนี้เรามาดูการขับโดรนขนาดใหญ่ อย่างโดรนการเกษตร (Agricultural Drone) เช่น ตระกูล DJI Agras หรือยี่ห้ออื่นๆ ระบบการบินจะถูกออกแบบมาเพื่อความแม่นยำในการฉีดพ่น ซึ่งจะแตกต่างจากโดรนถ่ายภาพทั่วไปครับ โดยมี 3 โหมดหลักที่ต้องใช้ให้เป็น ดังนี้:


1. การบินแบบ Manual (โหมดมือ)

เป็นการบังคับทิศทางเอง 100% ผ่านจอยสติ๊กบนรีโมทคอนโทรล

  • ลักษณะการทำงาน: ผู้บินต้องคุมทั้งความเร็ว ความสูง และทิศทาง รวมถึงการเปิด-ปิดปั๊มพ่นยาด้วยตัวเอง
  • ข้อดี: คล่องตัวสูง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีอุปสรรคเยอะ เช่น มีต้นไม้ใหญ่คั่นกลาง มีเสาไฟฟ้า หรือการพ่นเก็บขอบแปลงที่โดรน Auto เข้าไม่ถึง
  • ข้อควรระวัง: ต้องใช้ทักษะสูง เพราะหากกะระยะผิดอาจทำให้พ่นยาไม่ทั่วถึง (ซ้ำซ้อนหรือขาดช่วง) และเสี่ยงต่อการชนหากเสียสมาธิ

2. การบินแบบโหมด AB (Semi-Auto)

เป็นโหมดกึ่งอัตโนมัติที่นิยมที่สุดสำหรับมือใหม่หรือแปลงนาที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียบง่าย

  • ขั้นตอนการทำงาน:
    1. บังคับโดรนไปที่จุดเริ่มต้นฝั่งซ้าย (หรือขวา) แล้วกด “บันทึกจุด A”
    2. บินตรงไปสุดทางของฝั่งนั้นแล้วกด “บันทึกจุด B”
    3. หลังจากนั้นโดรนจะคำนวณเส้นทางขนานไปเรื่อยๆ เอง
    4. ผู้บินเพียงแค่โยกจอยไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อให้โดรนขยับไปเลนถัดไป แล้วโดรนจะบินตรงกลับมาเองอัตโนมัติ
  • ข้อดี: ประหยัดเวลาในการวางแผนแผนที่ และช่วยให้ระยะห่างระหว่างแถว (Swath Width) แม่นยำเท่ากันทุกเลน
  • เหมาะสำหรับ: แปลงที่ดินสี่เหลี่ยมที่ไม่มีสิ่งกีดขวางภายใน

3. การบินแบบโหมด AUTO (Full Automatic/Smart Path)

เป็นการบินตามแผนที่ที่วางไว้ล่วงหน้า (Waypoint/Mapping)

  • ขั้นตอนการทำงาน:
    1. การทำแผนที่: ใช้โดรนถ่ายภาพหรือรีโมทเดินรอบแปลงเพื่อกำหนดขอบเขต (Boundary) และระบุจุดที่เป็นสิ่งกีดขวาง (Obstacles)
    2. วางแผน: ระบบจะคำนวณเส้นทางบินที่ประหยัดพลังงานและพ่นยาได้ครอบคลุมที่สุดให้เอง
    3. สั่งการ: กดปุ่ม Start โดรนจะบินขึ้น พ่นยาจนหมดถัง แล้วบินกลับมาจุดขึ้นลงเองอัตโนมัติ เมื่อเติมยาเสร็จจะบินกลับไปพ่นต่อจากจุดเดิม (Breakpoint)
  • ข้อดี: แม่นยำที่สุด ลดการหลงลืมจุดที่พ่น และปลอดภัยเพราะระบบจะคำนวณระยะห่างจากสิ่งกีดขวางไว้แล้ว
  • เหมาะสำหรับ: แปลงขนาดใหญ่ หรือโครงการอย่าง Solaris Organic Farm ของคุณ ที่ต้องการเก็บข้อมูลและพ่นยาอย่างเป็นระบบ

📋 ตารางเปรียบเทียบ

คุณสมบัติManualโหมด ABโหมด AUTO
ความยากในการคุมสูง (ต้องฝึก)ปานกลางต่ำ (เน้นวางแผน)
ความแม่นยำของน้ำยาขึ้นอยู่กับฝีมือแม่นยำระดับหนึ่งแม่นยำสูงสุด
ความเหมาะสมเก็บขอบ/ที่แคบแปลงสี่เหลี่ยมทั่วไปแปลงใหญ่/โครงการจัดสรร
ความเหนื่อยล้าผู้บินสูงปานกลางต่ำ

ในพื้นที่แปลง 1 ไร่ ของโครงการ Solaris Organic Farm การฝึกใช้ โหมด AB จะสะดวกสุด เพราะตั้งค่าง่ายและจบงานไว แต่ถ้าคุณมีแผนผัง Master Plan ที่แน่นอนแล้ว การใช้ โหมด AUTO จะช่วยให้คุณสามารถพ่นยาหรือปุ๋ยชีวภาพได้ตรงจุดเดิมซ้ำๆ เพื่อการทดลองเปรียบเทียบผลผลิตได้ดีที่สุดครับ

ถ้าให้ดีโดรนควรรองรับระบบ RTK โดย RTK ย่อมาจาก Real-Time Kinematic คือเทคโนโลยีการหาตำแหน่งที่ให้ความแม่นยำสูงระดับ “เซนติเมตร” (1-3 ซม.) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากระบบ GPS หรือ GNSS ปกติที่คนทั่วไปใช้กันครับ


1. ทำไมต้องมี RTK? (GPS ปกติไม่พอหรือ?)

ระบบ GPS/GNSS ทั่วไปที่เราใช้ในมือถือหรือโดรนถ่ายภาพ จะมีความคลาดเคลื่อนประมาณ 2-5 เมตร เนื่องจากสัญญาณดาวเทียมที่ส่งลงมาถูกหักเหโดยชั้นบรรยากาศ (Ionosphere & Troposphere) ทำให้ระบุตำแหน่งคลาดเคลื่อนไป ซึ่งในงานเกษตรแม่นยำหรือการสำรวจที่ต้องการความเป๊ะระดับนิ้ว GPS ปกติจึงไม่เพียงพอครับ


2. หลักการทำงานของ RTK

ระบบ RTK จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน:

  1. Base Station (สถานีฐาน): คือตัวรับสัญญาณที่ตั้งอยู่กับที่บนพื้นดิน ณ จุดที่รู้พิกัดที่แน่นอนอยู่แล้ว ทำหน้าที่คำนวณหา “ค่าความคลาดเคลื่อน” ของสัญญาณดาวเทียมในเวลานั้น
  2. Rover (ตัวโดรนหรือตัวรับเคลื่อนที่): คือโดรนที่บินอยู่บนฟ้า ซึ่งรับสัญญาณดาวเทียมไปพร้อมๆ กับรับ “ค่าแก้ไข” (Correction Data) จากสถานีฐานผ่านคลื่นวิทยุหรืออินเทอร์เน็ต

ผลลัพธ์: โดรนจะนำค่าคลาดเคลื่อนมาหักลบกับตำแหน่งที่ตัวเองได้รับจากดาวเทียม ทำให้รู้ตำแหน่งที่แท้จริงแบบ Real-time ด้วยความแม่นยำระดับเซนติเมตร


3. ประโยชน์ของ RTK ในงานโดรนเกษตรและฟาร์ม

สำหรับโครงการ Solaris Organic Farm ของคุณ ระบบ RTK จะเข้ามาช่วยในเรื่องสำคัญดังนี้ครับ:

  • ความแม่นยำในการฉีดพ่น: โดรนจะบินตามเส้นทางโหมด AUTO ได้เป๊ะมาก ไม่มีการพ่นทับซ้อนหรือพ่นแหว่ง (ซึ่ง GPS ปกติอาจจะบินส่ายไปมาจนเกิดช่องว่างได้)
  • การบินใกล้สิ่งกีดขวาง: ในพื้นที่ 1 ไร่ที่มีการจัดโซน Co-working space และคาเฟ่ การมี RTK จะช่วยให้โดรนบินหลบหลีกอาคารหรือเสาไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ เพราะเครื่องรู้พิกัดตัวเองและพิกัดอุปสรรคอย่างแม่นยำ
  • การกลับมาที่เดิม (Repeatability): คุณสามารถสั่งให้โดรนบินไปถ่ายภาพที่จุดเดิมเป๊ะๆ ทุกเดือน เพื่อนำมาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืช ได้อย่างไร้รอยต่อ
  • ความปลอดภัย: ลดโอกาสที่โดรนจะ “ไหล” ไปตามกระแสลมหรือเกิดอาการสัญญาณ GPS กระโดด ซึ่งอาจทำให้โดรนตกหรือชนได้

4. รูปแบบการใช้งาน RTK ในปัจจุบัน

  • D-RTK 2 Mobile Station: เป็นเสารับสัญญาณแบบเคลื่อนที่ที่คุณต้องนำไปกางไว้ในพื้นที่ฟาร์มทุกครั้งที่บิน
  • Network RTK (N-RTK): ไม่ต้องมีเสาของตัวเอง แต่ใช้การรับค่าแก้ไขผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากสถานีฐานของภาครัฐหรือเอกชน (เช่น ระบบของกรมที่ดิน หรือทาง กสทช.) ซึ่งสะดวกมากหากพื้นที่ฟาร์มของคุณมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึงและเสถียร เพราะ การใช้ Network RTK จะประหยัดงบค่าอุปกรณ์เสาสถานีฐานไปได้เยอะเลยครับ

การเลือกโดรนที่รองรับ RTK ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะมันคือหัวใจหลักของเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เลยทีเดียว

Loading